googlec9805ade98fa4315.html

◘ กระท้อน

        กระท้อน       Santol      

เป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 15 - 30 เมตร อายุขัยเฉลี่ยประมาณ 40 - 50 ปี เปลือกต้นสีเทา ใบประกอบ มีใบย่อย 3 ใบ การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเรียงสลับ ใบย่อยรูปรีแกมไข่จนถึงขอบขนาน ขนาดประมาณ กว้าง 6 - 15 ซม. ยาว 8 - 20 ซม. เมื่อใบแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงดอกออกเป็นช่อ ที่ซอกใบบริเวณปลายกิ่ง ดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอกสีเหลืองนวล ผลอ่อนสีเขียวมีน้ำยางสีขาว เมื่อผลแก่เปลือกผลจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและมีน้ำยางน้อยลง รูปกลมแป้น ผิวมีขนแบบกำมะหยี่อ่อนนุ่ม ขนาดประมาณ 5 - 15 เซนติเมตร ภายในผลจะมีเมล็ด 3-5 เมล็ด และมีปุยสีขาวหุ้มอยู่ ปุยที่รับประทานได้นี้พัฒนามาจากเปลือกหุ้มเมล็ด ซึ่งลักษณะ ของปุยและรสชาติจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละพันธุ์ เมล็ดรูปรี มีปลอกเหนียวห่อหุ้ม

  

  

 

  

  ข้อมูลอาหารเสริมพืช แค็ปซูลนาโน วายไอซีดีดีพลัส ผลิตภัณฑ์นำเข้าจากประเทศแคนนาดา 
  ส่วนประกอบ : 
-
สารประกอบอินทรีย์ที่เกิดจากโมเลกุลของสารหลายชนิดรวมกัน ฮิวมิค แอซิดไม่น้อยกว่า50%โปตัสเซียม8% 
-สารผสมเข้มข้นของสารประกอบ คาร์โบไฮเดรตหลายชนิดกับธาตุอาหารเสริมในรูปของสารดีเลต ใช้ร่วมกับไคโตซาน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมได้ดีขึ้น ช่วย    เพิ่มแป้งและน้ำตาลให้พืชได้โดยตรง ทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดีสมบูรณ์ แข็งแรง ฟื้นตัวได้รวดเร็ว
  คุณสมบัติ 
- พืชไร่ เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ข้าว ข้าวโพด ฯลฯ ผสม yic นาโน1 แค็ปซูลต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 15 วัน 
- พืชผักสวนครัว เช่น ผักคะน้า ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง เห็ด ฯลฯ ผสม yic นาโน 1 แค็ปซูล ต่อน้ำ 40 ลิตร ฉีดพ่นทุก 7-15 วัน 
- ไม้ดอกไม้ประดับ เช่น กล้วยไม้ ดาวเรือง กุหลาบฯลฯ ผสม yic นาโน 1 แค็ปซูลต่อน้ำ 50 ลิตร พ่นทุก 7 วัน
- พืชยืนต้นหรือ ผลไม้ เช่น ยาง ปาล์ม ลำใย เงาะ มะม่วง มะนาว องุ่น ทุเรียน ลิ้นจี่ ลองกอง ฯลฯผสม yic 1-2 แค็ปซูลต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 15-30 วัน 
- ใช้ปรับสภาพดิน ละลาย yic แค็ปซูล 3 แค็ปซูล ต่อน้ำ 20 ลิตร แล้วราดลงพื้นดิน
- ผสมปุ๋ยเม็ดคลุกเคล้า 50 แค็ปซูล/ปุ๋ยเม็ด 1000 กก. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

  สนใจติดต่อสอบถาม แบบเป็นกันเอง เฃิญ โทร.089-270-2607 นนท์ศูนย์เกษตรนาโน

  

*ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

กระท้อนมีถิ่นกำเนิดในอินโดจีนและมาเลเซียตะวันตก ก่อนจะถูกนำไปปลูกที่ประเทศอินเดีย,เกาะบอร์เนียว, ประเทศอินโดนีเซีย, หมู่เกาะโมลุกกะ, ประเทศมอริเชียส, และประเทศฟิลิปปินส์และกลายเป็นพืชท้องถิ่นไป กระท้อนถูกปลูกเป็นพืชเชิงพานิชย์ตลอดพื้นที่ในเขตนี้

  

*สายพันธุ์

พันธุ์ที่ได้รับความนิยมสูงสูดเป็นพันธุ์กระท้อนห่อที่มีรสหวาน ได้แก่ พันธุ์อีล่า ปุยฝ้าย นิ่มนวล อินทรชิต ทับทิม ขันทอง เทพรส อีแดง ส่วนพันธุ์พื้นเมืองจะมีผลดก ผลมีขนาดเล็ก รสเปรี้ยว จึงนิยมนำมาทำเป็น กระท้อนดอง กระท้อนทรงเครื่อง

-พันธุ์ปุยฝ้าย

พันธุ์ปุยฝ้ายหรือปุยฝ้ายแท้เป็นกระท้อนพันธุ์พื้นเมืองของ ต.ตะลุง เป็นที่นิยมบริโภคมากที่สุด เพราะผลกระท้อนมีรสหวาน มีเปลือกที่นิ่มเหมือนกำมะหยี่ และเม็ดกระท้อนมีปุยเหมือนปุยฝ้าย จึงเป็นกระท้อนที่จำหน่ายได้สูงสุด ขนาดของผลมีตั้งแต่เล็กไปถึงใหญ่ สีเหลืองนวลสวย ผลกลมแป้น เม็ดกระท้อนจะมีปุยมากกว่าสายพันธุ์อื่น ปุยกระท้อนเมื่อทานไปแล้วจะเหมือนว่า ปุยกระท้อนละลายในปาก ชาวสวนกระท้อนนิยมเรียกว่าปุยฝ้ายแท้ เป็นพันธุ์ที่กลายมาจากพันธุ์ทองหยิบ

-พันธุ์อีล่า

พันธุ์อีล่าหรือปุยฝ้ายเกษตรเป็นกระท้อนพันธุ์พื้นเมือง จ.ปราจีนบุรี ซึ่งชาวบ้าน ต.ตะลุง ได้รับแจกสายพันธุ์มาจากกระทรวงเกษตร เล่ากันว่าชาวปราจีนบุรี เรียกกระท้อนพันธุ์นี้ว่าปุยฝ้ายเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่รสชาติที่กระท้อนอีล่าเมื่อยังไม่แก่จัดจะมีรสอมเปรี้ยว และผลกระท้อนจะมีขนาดใหญ่มากบางผลน้ำหนักถึง 0.9 กิโลกรัม ขนาดของผลมีขนาดใหญ่ ผิวจะไม่เรียบ สีโทนเหลืองสด ผลคล้ายเป็นจุก รสอมเปรี้ยวเมื่อยังไม่แก่จัด หากผลแก่รสชาติจะหวานมีปุยเหมือนปุยฝ้ายกระท้อนพันธุ์อีล่า มักจะสุกช้ากว่ากระท้อนทุกพันธุ์

-พันธุ์ทับทิม

เป็นกระท้อนพันธุ์เมืองดั้งเดิม ของ ต.ตะลุง แต่ไม่มีคนรู้จักมากนัก เนื่องจากมีชาวสวนที่ปลูกกระท้อนพันธุ์ทับทิมไม่มาก แต่ด้วยรสชาติที่มีรสหวาน ลักษณะผลกลม มีขนาดไม่ใหญ่มาก สีเหลืองนวล ผิวกระท้อนเรียบเนียนสวย เปลือกนิ่ม ผลกลม

-พันธุ์นิ่มนวล

เป็นกระท้อนที่มีลักษณะ เปลือกบาง เนื้อหนานิ่ม ไม่กระด้าง ปุยหุ้มเมล็ดหนาฟู รสหวานจัดเป็นสายพันธุ์ที่นิยมบริโภคกันมาก ทรงผลกลมแป้น มีขั้วสั้น ผิวเปลือกเรียบมีสีเหลืองอมน้ำตาล เปลือกบาง ขนาดผล 300 - 600 กรัมต่อผล ผลกลม

*การใช้ประโยชนสายพันธุ์

ทางด้านสมุนไพร กระท้อนมีสรรพคุณทางยาหลายประการ ใบสด ใช้ขับเหงื่อ ต้มอาบแก้ไข้ เปลือกต้นต้มน้ำดื่มแก้ท้องเสีย รักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน ราก เป็นยาขับลม แก้ท้องเสีย บิด เป็นยาธาตุ หลายส่วนของกระท้อนมีฤทธิ์แก้อักเสบ และสารสกัดจากกิ่งกระท้อนบางชนิดมีผลยับยั้งมะเร็งในหลอดทดลอง สารสกัดจากเมล็ดกระท้อนมีฤทธิ์เป็นยาฆ่าแมลง

*การใช้ ใส่ปุ๋ยเคมี

เมื่อกระท้อนติดผลแล้ว 1 เดือนสูตร 16-16-16 หรือสูตร 15-15-15  และก่อนเก็บเกี่ยว 1 เดือนสูตร 13-13-21 อัตรา 1ใน 3 ของเส้นผ่านศูนย์กลางทรงพุ่ม (กิโลกรัม)

1.) หลังตัดแต่งกิ่ง ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 1 ใน 3 ของเส้นผ่านศูนย์กลางทรงพุ่ม (หน่วยเป็นกิโลกรัม)

2.) ระยะติดผล ดินทราย - ดินร่วนทราย ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 13-6-27 หรือ 14-7-35 อัตรา 1 ใน 3 ของเส้นผ่านศูนย์กลางทรงพุ่ม (หน่วยเป็นกิโลกรัม)

ดินร่วน - ดินร่วนเหนียว ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-5-20 หรือ 16-8-20 อัตรา 1 ใน 3 ของเส้นผ่านศูนย์กลางทรงพุ่ม (หน่วยเป็นกิโลกรัม)

3.) การพ่นจุลธาตุ ควรพ่น - ระยะแตกใบอ่อน โดยพ่นเมื่อใบอ่อนคลี่

- ระยะก่อนดอกบาน พ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 10-15 วัน อัตราตามค่าแนะน่าของผลิตภัณฑ์

- ระยะก่อนดอกบาน พ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 10-15 วัน

*แมลง ศัตรูกระท้อน

-แมลงวันผลไม้:

  • ใช้สารล่อเมทิลยูจินอล+มาลาไทออน 57% อีซีอัตรา 1:4 โดยปริมาตร  ล่อแมลงวันผลไม้ตัวผู้หรือใช้เหยื่อพิษ  โปรตีนออโตไลเซท+มาลาไทออน  57% อีซีอัตรา 200:40 มิลลิลิตรในน้่า5 ลิตรล่อแมลงวันผลไม้ทั้งตัวผู้ตัวเมีย พ่นเป็นจุดทุกๆ 10 เมตรหรือพ่นบนพืชอาศัย

-ผีเสื้อมวนหวำน:

  • ใช้แสงไฟล่อจากหลอดแบล็คไลท์  ขนาด 20แรงเทียนในช่วงเวลา 20.00-  22.00 น
  • ใช้เหยื่อพิษเช่นน่ากล้วยหรือ  สับปะรดหั่นเป็นชิ้นน่าไปจุ่มสาร   คาร์บาริลแล้วน่าไปวางล่อ

-หนอนผีเสื้อยักษ์  ส่ารวจไข่และตัวหนอนของผีเสื้อยักษ์ทุกๆ 7วัน เมื่อพบการระบาดให้ท่าการป้องกันและก่าจัด

  • พ่นด้วยสารคาร์บาริล 85% ดับบลิว พี อัตรา 70 กรัม หรือ เดลทาเมทริน 3% อีซี อัตรา 5 มิลลิลิตร ต่อน้่า 20 ลิตร

-หนอนร่ำนกินใบส่ารวจตัวหนอนทุก 10 วัน เมื่อพบการระบาดให้ท่าการป้องกันก่าจัด

  • พ่นด้วนสารไซเพอร์เมทริน 10% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตร หรือ คาร์บาริล 85% ดับบลิวพี อัตรา 40 กรัม ต่อน้่า 2 ลิตร

** ข้อมูลจาก วิกิ และกรมวิชาการเกษตร

แบบฟอร์มติดต่อกลับ


ชื่อผู้ตอบ:

Visitors: 23,112