googlec9805ade98fa4315.html

ไม้ยางพารา

  ยางพารา  Rubber Tree  

** ยางพาราเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทย  ก่อให้เกิดเม็ดเงินจำนวนมหาศาล จากการที่สามารถนำไปทำประโยชน์ต่างๆ ได้มากมาย เช่น

 -ทำยางรถยนต์รถจักรยานยนต์- รถบรรทุก
- ใช้ผสมยางมะตอยเพื่อทำถนน - ทำบล็อกปูพื้น– ทำบล็อกทำทางเดิน  -  ทำบล็อกสำหรับทำสนามเด็กเล่น
-ทำกรวยยางสำหรับงานจราจร แทนการใช้พลาสติกพื้น  –  ทำเป็นแถบสีตีเส้นจราจร โดยทำเป็นม้วนเหมือนเทปกาว
-ทำยางรองปูพื้นสระน้ำเพื่อกันน้ำซึ ม – ใช้ปูพื้นบ่อน้ำเพื่อการเกษตร  - ทำเป็นแผ่นสำหรับปูพื้นคอกปศุสัตว์
-น้ำยางข้นใช้เคลือบบ่อเหมือนกับการทาสี  -  ทำท่อน้ำ
-ใช้รองคอสะพาน  –  วางรองรับรางรถไฟ  - ทำตุ๊กตายาง
-ทำรองเท้า  -ทำหนังยาง สำหรับรัดของ  -  ทำยางลบ  -ทำบล็อกแม่พิมพ์
-ทำกระเบื้องแผ่นธรรมดา  -  ทำกระเบื้องซีแพคโมเนีย
-ทำถุงมือ  -  ทำถุงยางอนามัย  -  ทำลูกโป่ง
-ทำสายพานต่างๆ  -  ทำที่นอนทำหมอน ยางพารา

แนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรม ปี 2559-61 อุตสาหกรรมยาง

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็ นแหล่งเพาะปลูกยางพาราและแหล่งผลิตผลิตภัณฑ์ยางพาราขั้นต้นที่ส าคัญของโลกโดยไทย อินโดนีเชีย และมาเลเชีย ถือเป็ น 3 ชาติหลักที่มีผลผลิตยางพารารวมคิดเป็ น 75% ของผลผลิตโลกในปี 2558 ไทยเป็นประเทศผู้ผลิตยางพาราอันดับ 1 ของโลก มีผลผลิต 4.5 ล้านตัน คิดเป็ นสัดส่วน 35.7% ของผลผลิตโลก รองลงมา คือ อินโดนีเซีย จีนอินเดีย และมาเลเซีย มีสัดส่วนการผลิต 26%, 7%, 6%, และ 5.5% ตามล าดับจีนเป็นประเทศผู้บริโภคยางพารารายใหญ่สุดของโลก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ส่วนใหญ่น าไปใช้ในอุตสาหกรรมล้อยางซึ่งเป็ นอุตสาหกรรมที่เน้นส่งออกไปยังสหรัฐฯ (สัดส่วนถึง 80%) อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าจีนก าลังเพิ่มบทบาทการเป็นประเทศผู้ผลิตยางพาราด้วย โดยนับจากปี 2549 ทุนจีนเข้าไปลงทุนขยายพื ้นที่ปลูกยางพาราใหม่ในประเทศ CLMV (Cambodia-Laos-MyanmarVietnam)อย่างมากและผลผลิตยางพาราจากแหล่งผลิตนี ้เริ่มเข้าสู่ตลาดแล้วในระยะ 1-2 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งในปี 2558 กลุ่มประเทศ CLMV มีสัดส่วนการผลิตยางพารารวมกันเกือบ 10% ของโลการส่งออกผลิตภัณฑางขั้นต้นของไทยมีสัดส่วนการส่งออก 85% ของปริมาณการผลิตรวม) ท าให้ผู้ประกอบการไทยประสบปัญหาด้านการแข่งขันสูงจากลักษณะสินค้าที่มีความแตกต่างกันต ่า (Low Product Differentiation) ซึ่งมีคู่แข่งหลักของไทยในปัจจุบัน คือ อินโดนีเซีย และเวียดนามขณะที่มาเลเซียให้ความส าคัญกับการผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ยางที่มีการเพิ่มมูลค่าสูงมากกว่า อาทิ ถุงมือยาง ถุงยางอนามัย เป็ นต้นตลาดส่งออกยางพาราที6ส าคัญของไทย คือ จีน (สัดส่วน 50% ของมูลค่าการส่งออกยางพารารวม) มาเลเซีย (13%) ญี่ปุ่ น (8%) และ เกาหลีใต้ (5%) โดยปัจจุบันไทยเป็ นผู้ส่งออกน ้ายางข้น (Concentrated Latex) ยางแผ่นรมควัน (Ribbed Smoked Sheet: RSS) และยางผสม หรือเรียกว่า ยางคอมปาวน์ (Compound Rubber) เป็ นอันดับ 1 ของโลก มีส่วนแบ่งตลาด 75.9%, 73.9% และ 26.6% ตามล าดับ ส่วนการส่งออกยางแท่ง (Technically Specified Rubber: TSR) ของไทยยังรองอินโดนีเซียมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 21.9%

การผลิต

ประเทศผู้ผลิตยางสังเคราะห์ส่วนใหญ่เป็นประเทศอุตสาหกรรมมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2548 – 2552 ปริมาณการผลิตยางสังเคราะห์ของโลกไม่เปลี่ยนแปลงมากนักเมื่อพิจารณารายประเทศพบว่าปี 2552 จีนเป็นประเทศที่ผลิตยางสังเคราะห์มากที่สุดจำนวน 2.856 ล้านตันคิดเป็นร้อยละ 23.47 ของปริมาณการผลิตทั้งโลกรองลงมาคือสหรัฐอเมริกาญี่ปุ่นเกาหลีใต้และรัสเซียคิดเป็นร้อยละ 16.15, 10.39, 9.44 และ 8.56 ตามลำดับโดยจีนได้พัฒนามาเป็นประเทศผู้ผลิตยางสังเคราะห์รายใหญ่ของโลกแทนสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2551 เช่นเดียวกับเกาหลีใต้ที่มีการผลิตมากเป็นลำดับที่ 4 แทนรัสเซียขณะที่สหรัฐอเมริกาญี่ปุ่นและรัสเซียได้ปรับลดการผลิตจากปี 2551 ถึงร้อยละ 17.54   23.44 และ8.52 ตามลำดับ

การใช้

ประเทศผู้ใช้ยางสังเคราะห์ส่วนใหญ่เป็นประเทศอุตสาหกรรมและเป็นกลุ่มเดียวกับประเทศผู้ผลิตในรอบ 5 ปีโดยตั้งแต่ปี 2548-2552 ปริมาณการใช้ยางสังเคราะห์ของโลกไม่เปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับปริมาณการผลิตเมื่อพิจารณารายประเทศพบว่าปี 2552 จีนเป็นประเทศที่ใช้ยางสังเคราะห์มากที่สุดจำนวน 4.266 ล้านตันคิดเป็นร้อยละ 35.92 รองลงมาคือสหรัฐอเมริกาญี่ปุ่นเยอรมนีและรัสเซียคิดเป็นร้อยละ 12.19, 7.02, 3.79 และ3.75 ตามลำดับทั้งนี้จีนนับเป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวของการใช้ยางสังเคราะห์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2548 ถึงปัจจุบันตรงข้ามกับประเทศผู้ใช้ยางสังเคราะห์อื่นๆที่มีอัตราการขยายตัวลดลง

***  ที่เขาบันได เพชรบุรี เราทดลองให้เจ้าของสวนดู ลุงพูน ซึ่งพอใจมาก แค่ 5 วัน น้ำยางก็เพิ่มอย่างเห็นได้ชัดเจน

   

 

..บำรุงต้นยางใช้นาโนอินทรีย์ชีวภาพไร้สารพิษ การใช้นาโนสปาร์ค กับนาโนสปริง ราคาประหยัดคุ้มค่าจริงๆ ผสม แค็ปซูลนาโนของ วายไอซี จากแคนนาดาไม่แปลงสูตรจะทำให้ต้นโตแข็งแรงเพิ่มน้ำยาง โดนเฉพาะช่วงพักหน้ายาง จะทำใ้ฟื้นได้เร็ว กรีดยางได้ก่อนใคร  ใบจะสร้างฉนวนกันน้ำไม่ให้สูญเสียน้ำไปกับความร้อน ได้ผลผลิตสูง นาโนจะมีองค์ประกอบของสารอาหารที่ครบครัน วายไอซีเท่านั้น เมื่อคุณใช้จะรู้ทันที เพราะต้นไม้ "โกหกไม่เป็น"ผลผลิตเพิ่มพูน ถ้าใช้ปุ๋ยเคมีร่วมก็เพียงเล็กน้อย ได้ดินดีกลับคืน ปลูกอะไรๆ ก็งาม ได้น้ำยางมีคุณภาพดี ไร้โรค การใช้นาโน­อินทรีย์ชีวภาพ การปลูกพืชในปัจจุบัน ต้องประหยัดและได้ผลผลิตสูง  ที่ทำให้ลดการใช้เคมีลงเกินครึ่ง ในพืชยืนต้น ส่วนพืชกินใบในบางที่ ไม่ต้องใช้เคมีเลย แต่ผลผลิตกับสุดยอด แถมได้ดินดีกลับคืนมาเพราะ มีฮิวมิคแอซิคทำให้ดินร่วนซุย และสารคีเลตที่ทำให้สารเคมีในดินที่ตกค้าง ได้นำมาใช้ให้พืชได้โต เร่งรากเร่งดอก ไม่ต้องใช้สารเร่ง หรือสารจับใบใดๆ ปลูกพืชประหยัดเงิน แบบเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพ่อหลวง ใช้อาหารเสริมเต็มสูตรสุดยอดราคาถูกมากๆที­่ใช้ได้ผลแน่นอน ใช้กับพืชได้หมดทุกชนิด อาหารพืชนาโนวายไอซีเป็นอินทรีย์ชีวภาพ ไร้เคมีไม่มีพิษต่อสิ่งแวดล้อมที่ลดต้นทุน­เพิ่มผลผลิตสูงขั้วเหนียว ทนแล้ง ทนหนาว สามารถฟื้นฟูจากการชะงักงันของ น้ำท่วม ร้อนจัดหนาวจัดได้ ทำให้ดินดี และวายไอซี ยังเป็นเจ้าแรกที่นำเข้าจากแคนนาดา  เชิญติดต่อที่ทีมงานเราได้ทุกเมื่อ.ดูข้อม­ูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์นาโน*โทร.089-270-2607 

  

 

ภาคใต้เขตฝั่งตะวันตก ได้แก่จังหวัดระนอง ภูเก็ต พังงา ส่วนใหญ่ของจังหวัดกระบี่ ตอน เหนือของจังหวัดตรัง และทางตอนใต้ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี พื้นที่ในเขตนี้มีปริมาณน้ำฝนระหว่าง 2,000 – 5,000 มิลลิเมตรต่อปี จำนวนวันฝนตก 161 – 227 วันต่อปี อาจจะมีลมแรงที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อต้นยางในบางพื้นที่ของจังหวัดภูเก็ต ดังนั้นปัจจัยสำคัญที่ใช้ในการเลือกพันธุ์ยางเพื่อปลูกใน เขตนี้ คือโรคใบร่วงที่เกิดจากเชื้อไฟทอปโทรา โรคเส้นดำ และโรคใบจุดนูน ที่โดยส่วนใหญ่เกิดกับต้นยางอายุน้อย 

พันธุ์ยางพารา

หลักในการเลือกใช้พันธุ์ยาง เนื่องจากผลผลิตน้ำยางหรือเนื้อไม้ที่ได้จากการปลูกยางจะมากน้อยเพียงใดนั้น จะขึ้นกับปัจจัย 3 ประการ คือ พันธุ์ สภาพแวดล้อม และการปรับตัวของพันธุ์เข้ากับสภาพแวดล้อมนั้น ๆ ดังนั้นการจะตัดสินใจว่าจะเลือกปลูกยางพันธุ์ใดนั้น ควรยึดถือหลักการว่าจะต้องเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงสุดและมีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่ของเกษตรกรผู้ปลูก ซึ่งควรมีการพิจารณาตามขั้นตอน ดังนี

1. พิจารณาว่าพื้นที่ปลูก มีสภาพแวดล้อมใดที่ไม่เหมาะสม เป็นข้อจำกัดที่มีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด สามารถแก้ไขได้หรือไม่ และส่งผลกระทบต่อการให้ผลผลิตมากน้อยเพียงใด เช่น เป็นพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคใดรุนแรง พื้นที่ที่มีลมแรง หรือพื้นที่มีความลาดชันสูง หน้าดินตื้น

2. พิจารณาลักษณะประจำพันธุ์แต่ละพันธุ์จากเอกสารคำแนะนำพันธุ์ยางของสถาบันวิจัยยาง โดยเฉพาะลักษณะที่อ่อนแอต่อสภาพแวดล้อมที่เป็นข้อจำกัดแล้วคัดเลือกพันธุ์ที่สามารถปลูกในพื้นที่นั้น ๆ ได้

3. ลำดับที่ของพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงจากเอกสารคำแนะนำพันธุ์ยาง แล้วเลือกพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงสุดถือว่าเป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่ดังกล่าว

ปัจจัยสภาพแวดล้อมที่นำมาใช้เป็นข้อพิจารณาในการเลือกพันธุ์ยาง สภาพแวดล้อมของการปลูกยาง จะรวมทั้งการเขตเกษตรกรรม และสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปลูก ซึ่งการเกษตรกรรมตั้งแต่การปลูกถึงการกรีดเก็บเกี่ยวผลผลิตยางนั้น เป็นปัจจัยที่สามารถแก้ไขและเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นเกษตรกรจึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อสร้างผลสำเร็จในการปลูกยาง ส่วนสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปลูกจัดเป็นปัจจัยบังคับหรือปัจจัยที่ไม่มีโอกาสเลือก แก้ไขและเปลี่ยนแปลงได้ยาก แต่มีอิทธิพลต่อการให้ผลผลิต ดังนั้นการคัดเลือกพันธุ์ยางจึงต้องนำปัจจัยนี้ มาใช้ในการพิจารณาการเลือกพันธุ์ยางปลูก ดังนี้

1. ดินและสภาพพื้นที่ ชนิดและสมบัติของดิน ดินแต่ละชนิดจะมีสมบัติทางเคมี และกายภาพที่แตกต่างกัน ทำให้ มีความเหมาะสมต่อการปลูกยางแตกต่างกัน พันธุ์ยางบางพันธุ์ให้ผลผลิตได้ดีในดินที่มี ความอุดมสมบูรณ์สูง แต่เมื่อนำไปปลูกในดินที่มีความอุดมสมบรูณ์ของดินต่ำ ผลผลิต ลดลงหรือมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะของพันธุ์ ในขณะที่บางพันธุ์การให้ผลผลิตไม่ เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมมากนัก ดังนั้นจึงจำต้องรู้ว่าดินที่ปลูกมีความอุดม สมบูรณ์มากน้อยเพียงใดและปรับปรุงได้หรือไม่ ในกรณีที่แก้ไขไม่ได้ควรเลือกพันธุ์ยาง ใดที่เหมาะสมกับพื้นที่ปลูก เช่น การปลูกยางในสภาพพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นดินเหนียว มี การระบายน้ำเลว ควรเลือกปลูกพันธุ์ยางที่มีทรงพุ่มเล็กหรือปานกลาง ความลึกของหน้าดิน โดยปกติต้นยางต้องการดินที่มีหน้าดินลึกมากกว่า 1 เมตร เพื่อให้ รากสามารถยึดเกาะได้อย่างมั่นคง การปลูกยางในพื้นที่ที่มีหน้าดินตื้น จะทำให้ต้นยาง โค่นล้มง่าย ดังนั้นการปลูกยางในพื้นที่ดังกล่าว ควรจะเลือกพันธุ์ยางที่มีทรงพุ่มเล็กหรือ ปานกลาง แตกกิ่งสมดุล ระดับน้ำใต้ดิน ในสภาพพื้นที่เหมาะสมสำหรับการปลูกยาง ระดับน้ำใต้ดินควรลึกไม่น้อย กว่า 1เมตร แต่มียางบางพันธุ์ที่เกษตรกรสามารถเลือกปลูกได้ ความลาดชันของพื้นที่ พันธุ์ยางโดยทั่วไปไม่เหมาะสมที่จะนำไปปลูกในพื้นที่ลาดชันมาก สูงกว่า 16องศา เช่น พื้นที่เป็นควนเขา เพราะจะทำให้ต้นยางโน้มเอียง เนื่องจากแตกกิ่ง และทรงพุ่มในระดับสูง ทำให้ต้นยางโค่นล้มได้ง่าย ดังนั้นยางบางพันธุ์จึงไม่เหมาะสม สำหรับปลูกในพื้นที่ลาดชัน แต่มียางบางพันธุ์เหมาะสมหรือพอจะปลูกได้ ในสภาพพื้นที่ ดังกล่าว

2. โรค ในแต่ละพื้นที่ ชนิดและความรุนแรงในการระบาดของโรค จะแตกต่างกันออกไป ตามสภาวะ ที่เหมาะสมต่อการแพร่กระจาย ดังนั้นก่อนที่จะปลูกยางควรจะศึกษาและพิจารณาดูก่อนว่า มีโรคอะไร ระบาดบ้าง ระบาดอยู่ในระดับรุนแรงมากน้อยเพียงใด เพื่อที่จะได้ตัดสินใจเลือกพันธุ์ยางที่ต้านทาน โรคนั้นๆได้ถูกต้อง

3. ความรุนแรงของลม ลมเป็นสาเหตุสำคัญของการฉีกขาด การหักโค่นและถอนรากของต้นยาง ในพื้นที่ปลูกยางที่มีความแรงของลมมากกว่า  62กิโลเมตรต่อชั่วโมง   เป็นระยะเวลาหลายวันในแต่ละปี ถือว่าเป็นพื้นที่ที่เสี่ยงต่อความเสียหายที่เกิดจากลมได้ แต่โดยทั่วไปแล้วในพื้นที่ปลูกยางของประเทศไทยความแรงของลมที่เกิดขึ้นตามปกติจะมีผลทำให้ต้นยางเสียหายเล็กน้อย ยกเว้นพื้นที่ในบางจังหวัดของภาคใต้ เช่น ตรัง ภูเก็ต และบางจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น สุรินทร์ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร อุดรธานี และอุบลราชธานี ที่มีความรุนแรงของลมในระดับปานกลาง อาจจะทำให้ต้นยางเสียหายได้ ดังนั้นการเลือกพันธุ์ยางปลูกในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ เหล่านี้ต้องพิจารณาเลือกพันธุ์ที่ต้านทานลมได้ดี

ลักษณะประจำพันธ์ ลักษณะประจำพันธุ์ที่จะต้องนำมาพิจารณาควบคู่กับสภาพแวดล้อม เพื่อหาความเหมาะสมใน การกำหนดพันธุ์ยางที่จะปลูกมีหลายประการ เช่น

1. ผลผลิต การพิจารณาผลผลิตว่าดีมากน้อยเพียงใดจะพิจารณาเป็นช่วงตามอายุของการเปิดกรีด แนวโน้มของการเพิ่มและลดในช่วงอายุและฤดูกาลต่าง ๆ กล่าวคือ ผลผลิตในช่วง 2 ปีแรกหลังเปิดกรีด ซึ่งเป็นช่วงต้นของการเก็บผลผลิตยางบางพันธุ์ อาจจะให้ผลผลิตต่ำในช่วงแรกแต่ระยะต่อมาให้ผลผลิตสูงได้ ผลผลิตในช่วง 3 –10 ปีหลังเปิดกรีดเป็นช่วงที่ต้นยางให้ผลผลิตได้ดี ถือว่าเป็นช่วงหลักในการได้รับผลตอบแทนจากการปลูกยาง ผลผลิตในช่วงผลัดใบ การกรีดยางในช่วงผลัดใบเป็นช่วงทีมีวันกรีดเต็มที่เนื่องจากไม่มีอุปสรรคจากฝน ควรจะเป็นพันธุ์ที่ผลผลิตลดลงไม่มากนักในช่วงนี้ แต่อย่างไรก็ตามเกษตรกรควรจะงดกรีดยางในช่วงที่ต้นยางผลิใบอ่อน เพราะจะทำให้กระทบต่อการให้ผลผลิตและการเจริญเติบโตของต้นยางในระยะต่อมาผลผลิตเมื่อใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง ควรเป็นพันธุ์ที่เพิ่มผลผลิตได้มากเมื่อมีการใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง

2. การเจริญเติบโตของต้นยาง พันธุ์ยางที่มีการเจริญเติบโตเร็วในระยะก่อนเปิดกรีดก็หมายถึงว่าจะได้รับผลตอบแทนเร็วขึ้น ส่วนการเจริญเติบโตระยะระหว่างกรีดจะเกี่ยวพันกับการให้ผลผลิตเพิ่มในระยะต่อมา ดังนั้นการเจริญเติบโตจึงต้องพิจารณาทั้งก่อนและระหว่างกรีด

3. ขนาดของทรงพุ่ม พันธุ์ยางแต่ละพันธุ์จะมีลักษณะการแตกกิ่งและขนาดทรงพุ่มที่แตกต่างกัน ซึ่งจะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการกำหนดระยะปลูก โดยพันธุ์ยางที่มีลักษณะการแตกกิ่งเป็นมุมกว้างและทรงพุ่มมีขนาดใหญ่ ไม่ควรใช้ระยะปลูกระหว่างต้นชิด

4. ความหนาเปลือก เปลือกจัดเป็นส่วนที่สำคัญของต้นยาง เพราะเป็นแหล่งให้ผลผลิตโดยตรง ต้นยางควรมีความหนาความเหมาะสมที่เหมาะสมทั้งเปลือกเดิม (เฉลี่ย 6.0 – 6.5 มม. ในระยะเปิดกรีด) และเปลือกงอกใหม่ สำหรับเปลือกงอกใหม่ควรพิจารณาความเร็วในการงอกประกอบ (เฉลี่ย 5.7 – 6.2 มม. ในปีกรีด ที่ 3) เนื่องจากมีความสัมพันธ์โดยตรงกับรอยแผลกรีด ตามปกติพันธุ์ยางที่เปลือกบางในเวลากรีดมักจะเกิดบาดลึกถึงเนื้อไม้ได้ง่าย

5. รอยแผลกรีด การเกิดรอยแผลจากการกรีดยางลึกถึงเนื้อไม้ในยางแต่ละพันธุ์จะแสดงความเสียหายแตกต่างกัน บางพันธุ์จะแสดงความเสียหายรุนแรงจนไม่สามารถกลับมากรีดซ้ำได้อีก แต่บางพันธุ์อาจจะไม่รุนแรงมากนัก

6. ความต้านทานโรค โรคที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการปลูกยาง คือ โรคใบร่วง ใบจุด เส้นดำ และราสีชมพู ดังนั้นควรเลือกพันธุ์ที่ต้านทานโรคที่ระบาดรุนแรงในพื้นที่ปลูกให้ถูกต้อง ความต้านทานลม ลักษณะทรงพุ่มและความแข็งแรงของเนื้อไม้ เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องสำคัญต่อการต้านทานลม ตามปกติลักษณะทรงพุ่มที่มีขนาดใหญ่ พุ่มใบหนาแน่น และการแตกกิ่งก้านไม่สมดุล จะอ่อนแอต่อการกรรโชกของลมที่ทำให้กิ่งฉีกขาดหรือต้นโค่นล้มได้ง่าย

7. การปลูกในพื้นที่จำกัด ในกรณีที่ต้องการปลูกยางในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมบางประการ เช่นพื้นที่ที่มีหน้าดินตื้น พื้นที่ที่มีระดับน้ำใต้ดินสูงและพื้นที่ลาดชัน จะต้องเลือกพันธุ์ยางที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมนี้ได้ เพราะสภาพพื้นที่เหล่านี้จะมีผลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตโดยตรง

8. การตอบสนองต่อจำนวนต้นปลูกในแปลงในกรณีที่ต้องการปลูกต้นชิดซึ่งมีจำนวนต้นหนาแน่นมากกว่าปกติจะต้องไม่มีผลต่อการ เจริญเติบโตและผลผลิตมากนักแต่ถ้ามีมากก็จะต้องหลีกเลี่ยงพันธุ์ยางที่ไม่ตอบสนองต่อการปลูกต้นชิด

9. อาการเปลือกแห้ง ซึ่งเป็นความผิดปกติทางสรีระวิทยาของต้นยางที่หลังจากกรีดมีน้ำยางไหลออกมาเพียงเล็กน้อยหรือไม่ไหลเลย และอาจเกิดกับต้นยางที่ยังไม่ได้เปิดกรีด โดยเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น พันธุ์ ยาง ระบบกรีด การใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง สภาพแวดล้อมและสภาพดินที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งหรือหลายสาเหตุร่วมกัน เช่น ใช้ระบบกรีดที่มีความถี่สูงกับพันธุ์ยางที่เป็นเปลือกแห้งง่าย

พันธุ์ยางที่แนะนำให้ปลูก สถาบันวิจัยยางกรมวิชาการเกษตร ได้จัดทำคำแนะนำพันธุ์ยางแก่เกษตรกรทุก ๆ 4ปี โดยใช้ข้อมูลจากผลงานวิจัยการปรับปรุงพันธุ์ยาง เพื่อแนะนำพันธุ์ยางที่ให้ผลผลิตน้ำยางสูงเป็นหลักตั้งแต่ปี 2504เป็นต้นมา แต่เนื่องจากปัจจุบันไม้ยางพารามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ของประเทศ ทำให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนจากผลผลิตเนื้อไม้เพิ่มขึ้น ดังนั้นคำแนะนำพันธุ์ยางปี 2546สถาบันวิจัยยางจึงได้เปลี่ยนแปลงคำแนะนำจากเดิม โดยแบ่งพันธุ์ยางแนะนำเป็น 3กลุ่ม คือ พันธุ์ยางที่ให้ผลผลิตน้ำยางสูง พันธุ์ยางที่ให้ผลผลิตน้ำยางและเนื้อไม้สูง และพันธุ์ยางที่ให้ผลผลิตเนื้อไม้สูง เพื่อให้เกษตรกรเลือกพันธุ์ได้ตามวัตถุประสงค์ของการปลูก

พันธุ์ยางที่แนะนำให้ปลูก แบ่งออกเป็น 3กลุ่มตามวัตถุประสงค์ของการปลูก ดังนี้

กลุ่ม 1 พันธุ์ยางผลผลิตน้ำยางสูง เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตน้ำยางสูงเป็นหลัก การเลือกปลูกพันธุ์ยางในกลุ่มนี้ ควรมุ่งเน้นผลผลิตน้ำยาง

กลุ่ม 2 พันธุ์ยางผลผลิตน้ำยางและเนื้อไม้สูง เป็นพันธุ์ที่ให้ทั้งผลผลิตน้ำยางและเนื้อไม้โดยให้ผลผลิตน้ำยางสูงและมีการเจริญเติบโตดี ลักษณะลำต้นตรง ให้ปริมาตรเนื้อไม้ในส่วนลำต้นสูง

กลุ่ม 3 พันธุ์ยางผลผลิตเนื้อไม้สูง เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตเนื้อไม้สูงเป็นหลัก มีการเจริญเติบโตดีมาก ลักษณะลำต้นตรง ให้ปริมาตรเนื้อไม้ในส่วนลำต้นสูงมาก ผลผลิตน้ำยางจะอยู่ในระดับต่ำกว่าพันธุ์ยางในกลุ่มที่ 1 และ 2 เหมาะสำหรับเป็นพันธุ์ที่จะปลูกเป็นสวนป่าเพื่อการผลิตเนื้อไม้

พันธุ์ยางในแต่ละกลุ่มที่แนะนำ จะแบ่งเป็น 2ชั้น ตามรายละเอียดของข้อมูล ดังนี้

พันธุ์ยางชั้น 1 แนะนำให้ปลูกโดยไม่จำกัดเนื้อที่ปลูก พันธุ์ยางในชั้นนี้ได้ผ่านการทดลองและศึกษา ลักษณะต่าง ๆ อย่างละเอียด

พันธุ์ยางชั้น 2 แนะนำให้ปลูกโดยจำกัดเนื้อที่ปลูก ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของเนื้อที่ปลูกยางที่ถือครอง แต่ละพันธุ์ควรปลูกไม่น้อยกว่า 7 ไร่ พันธุ์ยางชั้นนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาลักษณะบางประการเพิ่มเติม เกษตรกรที่มีความประสงค์จะเลือกปลูกพันธุ์ยางชั้นนี้ควรรับคำแนะนำจากสถาบันวิจัยยาง

         ภาคใต้เขตตอนกลาง ได้แก่ จังหวัดชุมพร พื้นที่ทางด้านตะวันออกและส่วนกลางของจังหวัด สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ด้านตะวันออกของจังหวัดกระบี่ ตรัง (ยกเว้นทางตอนเหนือ) พัทลุง สงขลา (ยกเว้นบริเวณชายแดนที่ติดต่อกับประเทศมาเลเซีย) พื้นที่ในเขตนี้มีปริมาณน้ำฝน ระหว่าง 1,800 – 2,600 มิลลิเมตรต่อปี จำนวนวันฝนตก 159 – 174 วันต่อปี เป็นเขตที่ไม่มีข้อจำกัด ในการเลือก พันธุ์ยาง สามารถปลูกได้ทุกพันธุ์ที่แนะนำ

         ภาคใต้เขตตอนใต้ ได้แก่จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส (ยกเว้นบริเวณที่อยู่ติดเขต ชายแดนของประเทศมาเลเซีย) พื้นที่ในเขตนี้มีปริมาณน้ำฝน ระหว่าง 2,000 – 3,000 มิลลิเมตรต่อปี จำนวนวันฝนตก 159 – 174 วันต่อปี เขตนี้อาจมีปัญหาการระบาดของโรคใบร่วงที่เกิดจากเชื้อไฟทอป โทรา โรคเส้นดำ และโรคจุดนูนในบางปีที่มีปริมาณน้ำฝนมาก และบางพื้นที่ในจังหวัดยะลา และ นราธิวาสอาจมีปัญหาเนื่องจากสภาพลมแรง 

         พันธุ์ยางที่แนะนำ กลุ่ม 1 สถาบันวิจัยยาง 251 สถาบันวิจัยยาง 226 BPM 24 
กลุ่ม 2 PB 235 PB 260 
หมายเหตุ บางพื้นที่ในจังหวัดยะลา และนราธิวาส ที่มีลมแรงไม่ควรปลูกยางพันธุ์ สถาบันวิจัย ยาง 251 

         ภาคใต้เขตชายแดน
 ได้แก่จังหวัดสตูล บางส่วนของจังหวัดสงขลา ยะลา นราธิวาส และบริเวณ ชายแดนที่ติดต่อกับประเทศมาเลเซีย พื้นที่ในเขตนี้มีปริมาณน้ำฝนระหว่าง 2,500 – 3,000 มิลลิเมตรต่อปี จำนวนวันฝนตก 165 – 175 วันต่อปี มีการระบาดของโรคราสีชมพู โรคใบร่วงที่เกิดจากเชื้อไฟทอปโทรา และโรคเส้นดำ 

         พันธุ์ยางที่แนะนำ
 กลุ่ม 1 สถาบันวิจัยยาง 251 BPM 24 RRIC 110 
กลุ่ม 2 PB 260 
หมายเหตุ พื้นที่ปลูกจังหวัดยะลา และนราธิวาส ที่มีลมแรงไม่ควรปลูกยางพันธุ์ สถาบันวิจัย ยาง 251 และ RRIC 110

 ( ขอขอบคุณ.. ข้อมูลจากสำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน..กรมพัฒนาที่ดิน )

แบบฟอร์มติดต่อกลับ


ชื่อผู้ตอบ:

Visitors: 23,111